ก่อนยุคของหลวงปู่มั่น แนวทางการปฏิบัติสมถวิปัสสนาได้ค่อย ๆ เลือนหายจากวิถีสงฆ์เนื่องจากแบบแผนของคณะสงฆ์ในสมัยนั้นมุ่งเน้นการศึกษาบาลีและพระไตรปิฎกเป็นสำคัญอีกทั้งพระธุดงกรรมฐาน ( พระป่า ) ยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมไทย พระวิปัสสนากรรมฐานในยุคนั้นจึงมีความยากลำบากในการดำรงสมณเพศ
แต่เมื่อหลวงปู่มั่นได้เป็นต้นแบบแห่งการเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อรักษาพระสัจธรรมให้บริสุทธิ์ ยึดถือธุดงควัตร ปฏิบัติเคร่งครัดตรงต่อพระธรรมวินัยอันเป็นไปเพื่อการขจัดกิเลสอย่างสิ้นเชิง กอปรกับศีลาจริยวัตรอันงดงาม ทั้งยังเป็นผู้แตกฉานในธรรม เปี่ยมด้วยเมตตาและปัญญาแยบคายในการอบรมสั่งสอน ชื่อเสียงของท่านจึงขจรไปอย่างมาก ถึงแม้ท่านจะไม่อยู่พำนักที่ใดเป็นเวลานาน และออกจาริกธุดงค์แสวงหาความวิเวกไปยังพื้นที่ทุรกันดารและถิ่นแดนต่างๆ ก็มีผู้แสวงหาและติดตามมาศึกษาปฏิบัติธรรมจากท่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาศิษยานุศิษย์เหล่านั้นได้กลายเป็นพระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยหลายรูป จนได้รับการขนานนามว่า “ กองทัพธรรมพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ” ทำให้แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในนิกายเถรวาท ทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย ได้แพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศโดยแนวทางสำคัญที่หลวงปู่มั่นนำมาเผยแผ่จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คือการเจริญอานาปานสติ และบริกรรมภาวนาด้วยคำว่า “พุท-โธ”
หนึ่งในมรดกธรรมคำสอนสำคัญที่ท่านมอบไว้ให้เป็นแนวทางดำเนินแก่ผู้สนใจปฏิบัติธรรมในทุกยุคสมัยคือ “ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จะแยกกันไม่ได้ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ต้องอาศัยกันอยู่ฉันใดก็ดี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ก็อาศัยกันอย่างนั้น สัทธรรมสามอย่างนี้ จะแยกกันไม่ได้เลย ”