ท่านยังได้ช่วยเป็นกำลังให้กับหลวงปู่เสาร์ในการแสดงธรรมอบรมญาติโยม ทั้งยังได้รับมอบหมายให้เป็นทายาททางธรรมของหลวงปู่มั่น ทำหน้าที่เป็นผู้นำและเสาหลักของพระกรรมฐานฝ่ายวิปัสสนาธุระหลังจากหลวงปู่มั่นได้ละสังขารไปแล้ว
เมื่ออายุเพียง 16 ปี ท่านได้ติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาโม ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น ที่ธุดงรุกขมูลไปตามป่าเขาในภาคอีสาน ก่อนจะบรรพชาเป็นสามเณรและเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุตามลำดับ ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์ที่ครูบาอาจารย์ให้ความสำคัญในการรับฟังความเห็นต่างๆ อาทิอาราธนาหลวงปู่เสาร์ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งเป็นคุณูปการแก่ชนรุ่นหลัง และการนิมนต์หลวงปู่มั่นกลับมาโปรดศิษย์ในภาคอีสานได้สำเร็จภายหลังการวิเวกไปอยู่เชียงใหม่เป็นเวลานานถึง 12 ปี
ปฏิปทาของหลวงปู่เทสก์นั้นเป็นไปด้วยความเรียบง่าย สม่ำเสมอ ดำรงตนด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม เปี่ยมด้วยความสงบ สำรวม น่าเลื่อมใส ปราศรัยด้วยวาจาไพเราะจับใจผู้คนทุกชนชั้นท่านได้จาริกธุดงค์เผยแผ่พระธรรมคำสอนทั้งในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะการวางรากฐานการปฏิบัติในภาคใต้ซึ่งท่านเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นรุ่นแรกที่เดินทางไปเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่นั่น ท่านได้เมตตาพำนักอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เป็นเวลานานถึง 15 ปี ท่านไม่นิยมการจัดสร้างวัตถุมงคล มุ่งอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน ให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณความดีงาม และยึดการประพฤติปฏิบัติอันเป็นแก่นสารแห่งพระพุทธศาสนา
หลวงปู่เทสก์ได้อุทิศชีวิตในการปฏิบัติบำเพ็ญธรรมด้วยความเพียรอันยิ่งยวด ยอมวางชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อการเข้าถึงพระธรรมอย่างแท้จริง โดยท่านกำหนดในใจว่า “ชีวิตและเลือดเนื้อ ตลอดถึงข้อวัตรที่หลวงปู่ทำอยู่ทั้งหมด ขอมอบบูชาพระรัตนตรัย เหมือนกับบุคคลเด็ดดอกไม้บูชาพระฉันนั้น” ด้วยบารมีธรรมและเมตตาคุณของท่าน หลวงปู่เทสก์ได้รับการยกย่องให้เป็นปูชนียาจารย์ของชนทุกระดับชั้น ท่านได้รับการขนานนามว่า “ดวงประทีปแห่งลุ่มน้ำโขง” ผู้ส่องสว่างทางธรรมให้แก่แผ่นดินสองฝั่งโขงตราบจนปัจจุบัน