โดยเมื่อครั้งที่ท่านเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ตั้งสัจจะอย่างแน่วแน่ว่า “ขอมอบกายถวายชีวิตต่อท่านพระอาจารย์มั่น ผูกขาดทุกลมปราณตลอดทั้งคณะสงฆ์ในที่นี้ทุก ๆ องค์ด้วย”
ในวัย 12 ปี ท่านได้ช่วยโยมบิดาอุปักฐากพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่านได้เห็นวัตรปฏิบัติของพระรูปนั้นจึงเกิดศรัทธาเลื่อมใส อันเป็นเหตุให้ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี จากนั้นท่านได้ลาสิกขาเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งไม่ได้ถูกคัดเลือกจึงได้กลับเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบัวบาน บ้านกุดสระ จ.อุดรธานี จากนั้นไม่นานจึงได้ออกมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกครั้ง โดยหลังการครองเรือน ท่านได้สูญเสียภรรยาและบุตร อันเป็นเหตุให้ท่านหวนกลับเข้าสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ด้วยเห็นภัยในวัฏสงสารอย่างลึกซึ้ง โดยท่านกล่าวไว้ว่า “ไม่ไว้ใจในชีวิต และไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง” ต้องการออกปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นในวัฏสงสาร
เดือนเมษายน พ.ศ. 2486 ท่านอุปสมบทที่วัดบ้านยาง (ปัจจุบันคือ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ) ในเวลาต่อมาท่านตั้งปณิธานที่จะศึกษาธรรมะปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขณะที่ท่านออกจาริกธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น ได้บริกรรม “พุทโธ” ไปตลอด จนในที่สุดก็ได้พบกับหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ จ. สกลนคร
จึงได้เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ โดยมีหลวงตามหาบัวเป็นผู้ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในครั้งนั้นท่านยังได้อยู่ร่วมปฏิบัติกับพระเถระองค์สำคัญอีกหลายองค์
ในพรรษาที่ 14 ชาวบ้านได้มากราบนิมนต์ท่านไปพำนัก ณ ภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี ท่านจึงได้พำนักและเป็นผู้นำศรัทธาในพัฒนาศาสนสถานแห่งนี้ ด้วยปฏิปทาที่เรียบง่าย สมถะ เป็นผู้ทรงธรรมวินัย และมีจริยวัตรงดงามสมควรแก่เพศสมณะ ท่านจึงเป็นพระบูรพาจารย์ที่ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างสูงยิ่ง